Ghost Story

23 ธันวาคม 2555


สยองจากคำทำนายฝัน



            มนุษย์เราเชื่อเรื่องความฝันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วค่ะ แถมเชื่อถือกันทั่วโลกอีกต่างหาก ไม่งั้นคงจะไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์และพงศาวดารต่างๆ เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญก็ยึดเอาความฝันเป็นหลักเกณฑ์ทั้งนั้นแถวบ้านดิฉันที่สุทธิสาร ใกล้ๆ สี่แยกวิภาวดีฯ มีหญิงชราวัย 70 ผู้หนึ่งเรียกกันว่า "ยายผิว" บ้าง "ป้าผิว" บ้าง เป็นคนทำนายความฝันเรื่องต่างๆ ได้แม่นยำใครๆ ก็มาหา มาขอให้ช่วย "แก้ฝัน" แทบทุกวันป้าผิวผมขาวโพลนตัดสั้น ผิวขาว ร่างท้วม หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ กิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อย นิ่มนวลอ่อนโยน ไม่เคยเอะอะปึงปังขึ้นมึงกูกับใครแม้แต่คนเดียวลือกันว่าป้าผิวเป็นคนมีชาติมีตระกูล หรือเรียกว่า "ผู้ดีเก่า" ตามคำกลอนที่ว่า "อันสัญชาติผู้ดีย่อมมีรอย ไม่เอ่ยถ้อยเขาก็รู้ว่าผู้ดี"
            ป้าผิวเป็นคนเก่าแก่ของย่านนั้น สามีเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ลูกเต้ามีครอบครัวก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่บ้างก็อยู่ด้วยพร้อมกับลูกๆ ที่ย่างเข้าวัยหนุ่มสาวนับว่าป้าผิวเป็นหญิงชราที่มีความสุข แถมน่าเคารพนับถืออีกด้วยการแก้ฝันให้ใครๆ ก็ไม่เคยเรียกร้องเงินทอง แม้ใครถูกหวยเอาเงินมาให้ก็ไม่รับ บอกว่าถ้าจะให้จริงๆ ก็เอาไปทำบุญเถิด...ทุกวันนี้ก็มีอยู่มีกิน ไม่เดือดร้อนอะไรกระทั่งวันหนึ่งก็เกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นค่ะ!
            ดิฉันอายุ 30 เศษแล้วแต่ยังไม่มีบุตร เมื่อ 3-4 ปีมาแล้ว คืนหนึ่งฝันว่าได้สร้อยทองเส้นใหญ่อย่างที่ไม่เคยฝันมาก่อน รุ่งขึ้นสามีออกจากบ้านแล้วก็รีบไปหาป้าผิวทันที เห็นหญิงชรานั่งอยู่ที่ม้ายาวใต้ต้นสาเกร่มครึ้มหน้าบ้าน กำลังคุยกับน้องแอร์ หญิงสาวในซอยผู้มีลูกชายวัยขวบเศษนั่งตักอยู่ด้วย...มาให้ป้าผิวทำนายฝันเช่นกันฟังแล้วใจวูบชอบกล เพราะแอร์ฝันคล้ายๆ ดิฉัน...ฝันว่าได้เหรียญทองกองใหญ่แต่ทำหลุดมือไป! หน้าตาท่าทางตื่นเต้น ถามซ้ำว่า...ตกลงหนูจะได้ลาภแน่ๆ หรือคะป้าผิวยิ้มกับดิฉันที่สงบใจฟังคำทำนายให้คนมาก่อน บอกว่า...ตำราของพวกฝรั่งนั้นถ้าฝันถึงทรัพย์สินเงินทอง จะถือว่าฝันร้าย? แต่ตำราของไทยจะทำนายฝันนี้ออกเป็นสองประการด้วยกัน อย่างหนึ่งคือ ถ้าผู้ฝันมีครอบครัวแล้วจะได้บุตร อย่างที่สองคือ ถ้าผู้ฝันชอบเล่นการพนันจะเสียเงินทอง
            น้องแอร์ค้านว่า หนูฝันว่าได้ทอง แต่ทำหายนี่คะ...เหรียญทองกองใหญ่แท้ๆ แต่กลับหลุดมือไปหมดเลย!ป้าผิวยิ้มละไมตามเคย ยกถ้วยน้ำมะตูมขึ้นจิบ ก่อนจะขยายความว่า...ถ้าฝันเห็นเงินทอง จะเสียเงินหรือเสียพนัน แต่ถ้าฝันว่าเสียเงินเสียทองจะได้ลาภ! แม่แอร์บอกว่าฝันตอนย้ำรุ่งใช่ไหม? วันนี้วันพฤหัสบดีเป็นวันครูเสียด้วย! อย่าให้ป้าบอกอะไรมากกว่านี้เลยนะ...ระวังเหรียญให้ดี! อ้อ...ลองคิดดูว่ามีกี่อัน? "9 อันค่ะ หนูจำได้!" น้องแอร์ร้อง กอดลูกแน่น "หนูจะแทงหวยให้จั๋งหนับไปเลย! โอ้โฮ...เห็นแต่เหรียญทองทั้งนั้นเลยค่ะ จู่ๆ ก็หายไปหมด หนูคงถูกหวยแน่ๆ"น้องแอร์อุ้มลูกกลับไปแล้ว ป้าผิวส่ายหน้าพลางบ่นยิ้มๆ ว่า...แม่คนนี้เห็นอะไรก็ตีเป็นเลขหวยไปหมด! เฮ้อ..."
            สำหรับดิฉันคงไม่ต้องบอกนะคะว่าป้าผิวจะทำนายฝันว่ากระไร! อาทิตย์ต่อมาก็มีข่าวว่าน้องแอร์ถูกหวยถึงสามหมื่นบาท เพราะแทง 09-90 ทั้งบนและล่าง น้องแอร์อวดกับใครๆ หลายบ้าน บอกว่าป้าผิวทำนายฝันแม่นเหมือนตาเห็น...บอกให้ระวังเหรียญก็จำได้ว่ามี 9 อัน จนกระทั่งถูกหวยอย่างจังๆ เมื่อรับเงินก้อนมาฉลองกันในหมู่เพื่อนๆ น้องแอร์บ่นพร่ำว่า...น่าจะแทง 09 ตรงๆ บน-ล่าง ตัวละพันบาทมากกว่า เพราะไม่ใช่เหรียญ 90 อันนี่นา จะได้ถึงหกหมื่น ขณะที่น้องแอร์ฉลองกับเพื่อนที่หน้าบ้าน ลูกชายวัยขวบเศษของเธอก็คว้าเหรียญบาทใส่ปาก...เหรียญติดคอตายก่อนถึงโรงพยาบาล...นึกถึงคำพูดของป้าผิวให้น้องแอร์ระวังเหรียญ ยังติดหูดิฉันมาจนถึงตอนนี้เลยค่ะ

เขาว่าความเครียดไม่เหมาะกับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะคนมีครรภ์นะคะ!

14 พฤศจิกายน 2555

ผีหลังม่าน!


ผีหลังม่าน!





ป้าแอร์" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกที่โรงแรมนาริตะ

เรื่องราวพวกนางฟ้า...โอ๊ย! แอร์โฮสเตสอย่างดิฉันนี่มีมากมายจริงๆ ค่ะ นั่งเล่านอนเล่ากันไป 3 วัน 3 คืนยังไม่อยากจะจบ มีตั้งแต่เรื่องสนุกสนาน ขำกลิ้ง จนถึงโศกเศร้าเคล้าน้ำตา โดยเฉพาะเรื่องความเหน็ดเหนื่อยสาหัส...เหนื่อยจนอยากตายซะให้รู้แล้วรู้แร่ดไปเลย

ยิ่งแอร์กี่...ว้าย! แอร์เก่าอย่างเดี๊ยน...เอ๊ย! ดิฉันน่ะ ประสบการณ์รับใช้ หรือให้บริการแบบที่สูงๆ คือ "เดินบนฟ้า" นี่เอากระบุงหลายๆ ใบยังโกยไม่ไหวเลยค่ะ ขอบอก!

ตั้งแต่เริ่มงานปีสองปีแรกน่ะ ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะผิดบ้างพลั้งไปก็ถือว่าเด็กใหม่ พวกรุ่นพี่มักโหสิให้ แม้ว่าจะถึงตอนค้างคืนต่างแดนต้องนอนห้องละ 2 คน ตามนโยบายประหยัดของบริษัท เรายิ่งชอบซะอีกค่ะ ไม่ต้องกลัวผีหลอก อย่างน้อยก็อุ่นอกอุ่นใจที่มีเพื่อนสังกัดบริษัทตาแหกอยู่ร่วมกันไงคะ

คิดดูก็แปลก เพราะถ้าผีมันจะหลอกน่ะ ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือต่อให้อยู่เป็นโขยงมันก็หลอกเอาจนได้...แต่อยู่กันสองคนก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียวล่ะค่ะ เผลอๆ มีข่าวว่าโรงแรมไหน? ห้องใด? ผีดุนักหนา พวกเรายังเข้าไปอัดกันแอ้ดๆ แทบจะนอนซ้อนกันห้องละ 5-6 คนก็มี อย่าทำล้อเล่นกับเรื่องขนหัวลุกไปเชียว คุณขา

พอเป็นรุ่นพี่แล้วก็ได้สิทธิ์อยู่คนเดียวสบายใจเฉิบ จะนอนอ้าขาผวาปีกหรือจะนุ่งชุดวันเกิดนอนก็ยังได้ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาเห็นของดีหรือของไม่ดีของเรา...แฮ่ะๆ

อ้าว? ที่บอกว่านอนชุดวันเกิดน่ะไม่ใช่พูดเล่นนะคะ เวลาที่บินคราวละหลายๆ ชั่วโมง เช่น ไปยุโรปหรืออเมริกาล้วนแต่สิบกว่าชั่วโมงทั้งนั้น...ตอนที่ถึงปลายทางน่ะยกมือไหว้ยิ้มหวาน...ขอบคุณค่ะที่ใช้บริการของเรา ทั้งๆ ที่ขาเกือบสั่น หนังตาก็ใกล้จะติดกันรอมร่อ เหนื่อยซะจนอยากไปเกิดใหม่...พอถึงโรงแรมน่ะแก้ผ้าได้ก็พุ่งพรวดขึ้นไปหลับเป็นตายเลย

ปัญหาสำคัญก็คือเรื่องต้องไปนอนโรงแรมผีสิงน่ะซีคะ! บรื๋อออ...

อย่าทำล้อเล่นกับผู้ไม่มีร่างกายไปเชียว! มาสะอื้นให้ฟังตอนดึกๆ ก็ขนหัวตั้งแล้ว ยิ่งถ้ามาปรากฏร่างกายอึ้ดทึ่ดให้เห็น เดี๋ยวหนูก็หัวใจล่มสลายหรือฉี่ราดได้ง่ายๆ นะคะคุณผีขา!

คืนไหนขวัญเสียมากๆ เพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์มาก่อน ต้องทำหน้าตายไปเคาะประตูขอนอนห้องเพื่อนก็เคยค่ะ แหม! เพื่อนมันดีใจเป็นได้ผัว...เอ๊ย! ได้แก้วเชียว เพราะกลัวผีเหมือนกันน่ะซีเจ้าคะ จะไปมีอะไรซะอีกล่ะ

คิดๆ แล้วเราจะเป็นรุ่นพี่ ต้องนอนขวัญผวาคนเดียวทำไมวะ? คิดแล้วยังงงๆ

เรื่องโรงแรมผีดุนี่มีเยอะค่ะ เล่ากันไม่หวาดไม่ไหว ยกเว้นแต่ที่เจอะเจอกับตัวเองก็ไปอย่าง เช่น ที่ปารีสเคยมีข่าวแอร์ถูกฆ่าสยอง...อ้อ! ขอสงสัยนิดเดียวนะคะ ว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะโดนยิง โดนแทง โดนรัดคอ หรือแม้แต่โดนทุบหัวตาย หนังสือพิมพ์กับทีวีจะบอกว่า "ถูกฆ่าสยอง" ทั้งนั้นเลย...

ฆ่าแบบไหนคะถึงจะไม่สยองน่ะ? หนู...เอ๊ย! ป้างี้งงงง!

สมัยก่อนโรงแรมที่เราพักอยู่นอกเมือง ใกล้ๆ กับแอร์พอร์ต จะไปจะมาสะดวกไปหมด แหม! ก็เหนื่อยเพราะงานหนัก ไหนจะผิดเวลาอีกล่ะ บ้านเขาเช้าแล้ว แต่เมืองไทยเพิ่งจะเที่ยง อะไรประมาณนี้ แต่ก็ต้องล่กๆ ตื่นเพราะมอร์นิ่งคอลมั่ง ติดนาฬิกาปลุกไปมั่ง...ขืนต้องถ่อเข้าตัวเมือง ต่อให้นั่งเมโทรก็เป็นชั่วโมงแล้วค่ะ

ที่จริงเรื่องผีโรงแรมนี้กระหึ่มมานานแล้ว เช่น มีใครมาอาบน้ำซู่ซ่าตอนดึกๆ มั่ง อยู่ๆ ตู้เย็นปิดเปิดเองปึงปัง สาวๆ ก็ขวัญกระเด้งไปน่ะซี หรือไม่ก็เห็นเงารางๆ มาเดินพาเหรดรอบห้องมั่ง...อยู่กันห้องละ 3-4 คนอุ่นใจที่สุด

ดิฉันคลาดแคล้วมานานโขตั้งแต่ในห้องพักท้ายเครื่องคืนนั้น...แต่ยามดวงซวยก็ไปเจอผีหลอกเข้าที่ญี่ปุ่นค่ะ!

ไฟลต์นั้นถึงโรงแรมตอนดึก เวลาเขาเร็วกว่าเรา 2 ช.ม. ยิ่งเพลียสุดๆ แถมง่วงเต็มฟัด พอลากกระเป๋าเข้าห้องก็จัดการปิดประตูเรียบร้อย ยกถุงเสื้อแขวน ว่าจะอาบน้ำแล้วเข้านอนเลย...แต่เหตุเกิดตอนจะแขวนถุงเสื้อนี่เอง

ตู้เสื้อผ้าที่นั่นแปลกเอาการ เพราะมีม่านไม้ไผ่กั้นอยู่ พอแหวกม่านก็เห็นผู้หญิงหน้าขาวซีดยืนอยู่หลังม่าน...ดิฉันอ้าปากค้าง นัยน์ตาคงแทบถลนละมั้ง? อือม์...อารามง่วงนอนนี่ทำให้ตาฝาดได้แฮะ! ขนาดเปิดไฟสว่างเห็นๆ นะเนี่ย เลยปิดม่านสูดลมหายใจแล้วเปิดใหม่อีกที

คุณพระช่วย! สาวหน้าขาวจั๊วะโดดเด่นอยู่ในกรอบผมยาวประบ่าดำสนิทก็พลันยิ้มแป้น นัยน์ตาแคบๆ จ้องเป๋ง...คราวนี้ไม่ใช่ตาฝาดแน่แล้ว...ผีน่ะซี! ดิฉันปิดม่าน เข่าอ่อน ขาสั่นทรุดลงนั่งพับเพียบ น้ำตาไหลพราก แต่ไปไหนไม่ไหว

ท่ามกลางความเงียบเชียบจนขนทุกเส้นลุกเกรียวกราวไปหมด ดิฉันหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง...คลานไปขึ้นเตียง น้ำตาไหลไม่หยุดพลางนึกแช่งด่าผีตนนั้นจนกระทั่งหลับผล็อยไป...เที่ยวไหนไปญี่ปุ่นอีกขอนอนกับเพื่อน ไม่ว่ารุ่นพี่รุ่นน้องไม่เกี่ยงหรอกค่ะ! บรื๋อออ...

ปีศาจที่ต้นไทร


ปีศาจที่ต้นไทร


            ผมเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยไม่ได้พกความรู้มามากมายนัก เนื่องจากเป็นคนชาวไร่ชาวนาที่ต้องการมีงานสบายๆ ทำเหมือนเพื่อนๆบ้านผมอยู่ชลบุรี อ.ศรีราชา เขตตำบลบึง ติดกับวัดจุกกะเฌอ เคยเป็นเด็กวัดนี้มาก่อน ออกจากโรงเรียนก็มาช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนาตามประสาเด็กบ้านนอก เมื่อเอ่ยถึงวัดจุกกะเฌอที่ผมเคยอยู่นี้นักเลงพระทั้งหลายคงยังไม่ลืมพระดีศรีเมืองชลกันนะครับ
            หลวงพ่อเริ่ม ปรโม (พระครูวิริยาภรณ์) เจ้าอาวาสวัดจุกกะเฌอรูปนี้ แม้ท่านจะมรณภาพไปหลายปีแล้วก็ตาม เมื่อตอนผมครบบวชก็ได้บวชที่วัดของท่านนี่เอง ท่านเป็นพระนักพัฒนาจริงๆ สร้างศาลาการเปรียญหลายหลังโดยที่ไม่ต้องเขียนแบบแปลน ท่านมีของที่ปลุกเสกและลูกศิษย์ที่นับถือมากมาย เช่น ล็อกเกตรูปเหมือน, พระปิดตา, พระกริ่งปรโม ที่เคยลงในข่าวสดของ "อริยะเผดียงธรรม"
            ทุกวันนี้กลายเป็นของหายากไปแล้ว!ขอเข้าเรื่องที่ผมอยากเล่าให้แฟนๆ ฟังต่อนะครับเมื่อประมาณเกือบ 30 ปีมาแล้ว บริเวณใกล้ๆ กับวัดจุกกะเฌอมีหนองน้ำขนาดใหญ่ มีดอกบัว จอก แหน ต้นกกและดงหญ้าขึ้นรกครึ้มเต็มไปหมด เหมาะที่จะให้วัวควายลงไปกินหญ้าและน้ำในหนองดังกล่าวผมเป็นเด็กเลี้ยงควายอีกคนหนึ่ง ที่พ่อใช้ควาย 2 ตัวเสร็จแล้วผมก็จะไล่ลงหนองน้ำที่มีอาหารคือหญ้าอ่อนให้เขาได้กิน จากนั้นก็เล่นกันตามประสาเด็กๆวันที่เกิดเหตุเล่นกันเพลินจนมืดค่ำ เพื่อนๆ แยกย้ายกันไป ผมเป็นคนสุดท้ายที่ไล่ควายขึ้นจากหนองน้ำ เพื่อนำเข้าไปในคอกบริเวณหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากที่นั้นมากนักสมัยนั้นทางที่เดินกลับบ้านแม้จะไม่ไกล แต่มันเงียบและวังเวงมาก ในหมู่บ้านมีเพียงแสงตะเกียงจากบ้านเรือนที่อยู่ห่างๆ กันเท่านั้น บรรยากาศมืดสลัวแทบจะมองไม่ค่อยเห็นทางเลยผมเดินไล่เจ้าเพื่อนยากที่ช่วยให้เรามีข้าวกินทั้ง 2 ตัวไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เสียวสันหลังเหมือนมีใครตามหลังมายัง งั้นแหละ
            เสียงแมลงกลางคืนร้องระงม มันยิ่งชวนให้วังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งทางเข้าบ้านตรงมุมเลี้ยวเข้าวัดที่ต้นไทรใหญ่ ขึ้นปกคลุมอยู่มืดครึ้มเข้าไปอีก ใต้ต้นไทรมีทางเกวียนและโคลนแฉะๆ ที่ต้องย่ำไป...และย่ำไปเรื่อยๆ เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด จนใกล้จะถึงบ้านเข้าไปทุกทีแล้ว!ตอนนั้นเดินพลางเหลียวซ้ายแลขวาพลาง ใจคอเต้นตึ้กตั้กด้วยความหวาดระแวงตามประสาเด็กทันใดนั้นเอง ในความมืดที่พอมองเห็นได้ระยะ 4-5 ก้าว มีหมาดำตัวใหญ่ สูงเกือบเท่าควายเห็นจะได้ เดินผ่านหน้าผมไปในด้านหลังต้นไทรใหญ่...ก่อนที่จะหายลับไปมันยังหันมาจ้องมองผมด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ แต่ที่ตกใจงกว่านั้นอีกก็คือ...หมานรกตัวนั้นไม่มีขาเลยแม้แต่ข้างเดียว!ผมรู้สึกใจหายวาบเหมือนหล่นวูบลงไปในนรกอเวจีลึกล้ำราวกับไม่มีวันสิ้นสุดลงเลย...เท่านั้นเองที่ผมจำได้ ทั้งคนและควายต่างแตกตื่นวิ่งกระจาย ผมเองร้องเอะอะโหวกโหวยไม่เป็นภาษามนุษย์... เมื่อถึงบ้านก็ยังอกสั่นขวัญแขวนจนพูดอะไรไม่ออก รุ่งขึ้นถึงกับจับไข้อยู่อีกหลายวัน พร่ำเพ้อถึงปีศาจร้ายที่ปรากฏกายหลอกหลอน...ซึ่งผมมารู้เอาตอนหลัง
            พ่อแม่ผมเป็นห่วงว่าอาการจะทรุดหนักลงจนยากจะแก้ไข ต้องไปหาหมอพื้นบ้านมาเรียกขวัญ ทำพิธีให้ผมจึงหายเจ็บไข้ ไม่งั้นอาจจะถึงกับล้มตายไปเพราะฤทธิ์เดชของหมาจากนรกอเวจีตัวนั้นก็เป็นได้ปัจจุบันนี้บริเวณที่ผมเคยโดนหลอกกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ไปหมดแล้ว เหลือแต่ความทรงจำอันแสนสยดสยองที่เคยมีเมื่อครั้งเยาว์วัย คิดถึงทีไรขนลุกทุกทีเลยครับ! บรื๋อออ...

07 พฤศจิกายน 2555

สยองจากอุบัติเหตุทางรถยนต์


สยองจากอุบัติเหตุทางรถยนต์



เมื่อสองปีก่อน ดิฉันได้พบกับเหตุการณ์แปลกประหลาด ทั้งน่าสยดสยองกับน่าเลื่อมใสกับบารมีของเกจิอาจารย์ชื่อดังบางท่าน...รวมทั้งน่าสงสัยไปสารพัดอย่าง ขอให้ท่านผู้อ่านช่วยพิจารณาด้วยนะคะสาวแจงเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องเป็นคนชวนไปทัวร์ภาคเหนือ ตามแฟชั่นที่ใครๆ ก็แห่ไปหาอากาศหนาว หวังจะได้ดู "เหมยขาบ" หรือ "แม่คะนิ้ง" น้ำค้างแข็งตามยอดดอยต่างๆ เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง ที่ดิฉันไม่เคยไปมาก่อน แม้ว่าอายุใกล้เลขสามแล้วก็ตามเพื่อนคนอื่นๆ ล้วนแต่ไปกับครอบครัวทั้งนั้น บางคนรู้ข่าวยังแซวว่า...ดีแล้วละ สาวโสดไม่มีห่วงนี่นา จะไปเที่ยวไหนก็ไปด้วยกันตามสบาย!
เป็นอันว่าเราซื้อทัวร์ไปกับบริษัทดัง 2 คน รวมกับคนอื่นๆ อีก 30 คนเต็มรถที่ออกจากกรุงเทพฯ ตอนเจ็ดโมงเช้าพอดีขาไปราบรื่นชื่นบานดีหรอกค่ะ จะมีเศร้าใจก็เนื่องจากข่าวไฟไหม้ซานติก้าผับ เผาผลาญผู้คนไปเกือบ 70 ชีวิต กับบาดเจ็บจากพิษไฟอีกมากมาย เพราะการเที่ยวเตร่ฉลองปีใหม่กันตามประสาหนุ่มสาวไฟแรง...ตอนนั้นเรายังนึกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่กลายเป็นเหยื่อพระเพลิงไป ถ้าไม่คิดไปเที่ยวเหนือเราอาจจะไปฉลองปีใหม่กันแถวนั้นก็ได้ค่ะการเที่ยวเตร่ของคณะทัวร์เป็นไปอย่างราบรื่น สนุกสนานและตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกับภูมิประเทศสวยๆ งามๆ ของภาคเหนือ...จนกระทั่งถึงวันกลับเรื่องน่าสยองอุบัติขึ้น หลังจากพวกเรารับประทานอาหารกลางวันกันที่อุตรดิตถ์แล้วรถทัวร์สองชั้นก็มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ คนสูงอายุส่วนใหญ่นั่งงีบจนกว่าจะถึงเวลาแวะเข้าสุขาในปั๊มน้ำมันอีกราวสองชั่วโมงดิฉันกับแจงก็รู้สึกหนังตาหนักอึ้งเช่นกัน...ก่อนที่จะสะดุ้งผวาสุดตัวบัดดล!เสียงระเบิดกึกก้อง รถทัวร์ราวถูกจับเหวี่ยงด้วยมือยักษ์ รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกกำลังถล่มทลาย แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ร่างกายกระเด็นกระดอนระคนกับเสียงหวีดร้องและร้องไห้โฮจนความรู้สึกดับวูบไปเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง...คราวนี้หัวใจแทบจะหยุดเต้นไปเลย แม้ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอย่างที่น่าจะเป็นแม้แต่น้อยนิด!
รถทัวร์ของเราพลิกตะแคงเกือบขวางถนน ทำให้รถราด้านหลังติดกันเป็นแถวยาวๆ รถปิกอัพคันที่ชนท้ายเรากลายเป็นซากเหล็กอยู่ข้างทาง มีตำรวจกับหน่วยกู้ภัยขวักไขว่ไปหมด...ที่ร้ายกว่านั้นคือชาวคณะของเรานอนหงายแน่นิ่ง เรียงรายกันเกือบสิบคน ที่เหลือก็บาดแผลเหวอะหวะ เลือดโซมกาย...
            มีอยู่ 2-3 คนเท่านั้นที่บาดเจ็บเล็กน้อย มือกุมหัวป้อยๆ บางคนก็กุมพระที่ห้อยคอ ก้มหน้าพนมมือราวกับจะระลึกถึงบารมีท่านที่ช่วยคุ้มครองให้รอดชีวิตมาได้ภาพที่น่าสยดสยองสุดๆ ก็คือตัวเองนอนหงายเหยียดยาวคู่กับแจง ร่างกายราวกับแหลกยับเยินคล้ายตุ๊กตาผ้าที่ถูกฉีกทำลาย...ดิฉันกำลังจ้องมองมาอย่างตะลึงพรึงเพริดจากเบื้องบนค่ะ!ลองคิดดูก็แล้วกัน...ถ้าคุณเห็นภาพศพของตัวเองตำตาแล้วจะรู้สึกอย่างไร?
            ฉับพลันนั้น ราวกับมีแรงดึงดูดมหาศาลที่ฉุดดิฉันให้วูบวับไปอีกครั้ง คราวนี้รู้สึกตัวขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดสุดชีวิต หลุดปากร้องครวญคราง พยายามยันกายขึ้นนั่งแต่ไม่สำเร็จเพราะขาหัก หันไปมองแจงก็พบว่าเธอนอนแน่นิ่ง ลืมตาโพลงค้างไปแล้ว...พนักงานกู้ภัยปราดเข้ามาช่วยเหลือ ปลอบโยนและประคับประคองน่าตื้นตัน...ขณะที่คนอื่นๆ ก็ช่วยกันหามผู้บาดเจ็บสาหัสขึ้นรถพยาบาล...ได้ยินเสียงชายหนึ่งรำพันว่า"...เพราะบารมีหลวงพ่อแท้ๆ ที่ช่วยคุ้มครอง ไม่ให้ล้มตายหรือบาดเจ็บสาหัสเหมือนคนอื่นๆ สาธุ..."ดิฉันถูกหามขึ้นรถ น้ำตานองหน้าด้วยความเจ็บปวด...เจ็บช้ำระคนพิศวงงุนงงอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่เชื่อว่าชายผู้นั้นจะรอดเจ็บรอดตาย เพราะพระเครื่องที่เขาห้อยคอ!
            ถ้าท่านเป็นอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมบารมีที่แท้จริง คงจะไม่ช่วยเหลือเฉพาะผู้เลื่อมใสศรัทธาเพียงผู้เดียว แต่ท่านย่อมจะแผ่เมตตา ช่วยให้คนอื่นๆ รอดพ้นจากชะตากรรมแน่นอน!

วันฝนตก


วันฝนตก






        ภายในบ้านสองชั้นบนที่ดินจัดสรรย่านจังหวัดนนทบุรี แม้เวลาเดินข้ามเที่ยงคืนมาแล้วสิบห้านาที แต่‘วันวิษาข์’ยังนั่งที่โต๊ะหนังสือ เพ่งสมาธิทั้งหมดอ่านตำราเบื้องหน้า ช่วงนี้สถานศึกษาหยุดให้นักเรียนทบทวนความรู้ก่อนสอบปลายภาค บวกกับครูหลายท่านตำหนิเรื่องคะแนนเก็บของเธออยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน เลยทำให้วันวิษาข์อยากเร่งคะแนนก่อนจบมัธยมปลาย และตลอดสัปดาห์มาแล้วที่เธอนั่งอ่านหนังสือข้ามวัน หากเวลานี้ฝนไม่ตก วันวิษาข์จะเปิดหน้าต่างออกสู่สวนดอกไม้ริมบึงกว้างของหมู่บ้าน บางคืนเธอโชคดี ได้ยินเสียงร้องหมอลำจากปากยามที่ปั่นจักรยานไปตามถนน พอทำให้คลายง่วงได้บ้าง ตอนหัวค่ำแม่กับพ่อเลี้ยงได้รับโทรศัพท์ด่วน ว่าญาติทางพ่อเลี้ยงเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ทั้งสองจึงขับรถไปเยี่ยมเยียนกระทั่งบัดนี้ยังไม่กลับ ทำให้บ้านหลังใหญ่มีเพียงวันวิษาข์อยู่คนเดียว ก่อนไปแม่กะจะโทรศัพท์เรียกคนใช้หญิงมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ลูกสาววัย 18 ปีก็ปฏิเสธความหวังดีของแม่ เนื่องเพราะไม่อยากให้คนใช้ต้องลำบากกับเรื่องแค่นี้ อีกอย่างแกอายุ 45 ปีทำงานแบบเช้าไป-เย็นกลับ และอยู่ต่างอำเภออีกต่างหาก เวลานี้วันวิษาข์นั่งอ่านหนังสือคลอเสียงฝนหล่นจากหลังคา อดไม่ได้ที่จะประหวัดถึงพ่อแท้ๆ เนื่องเพราะท่านเสียชีวิตในคืนฝนตกเช่นนี้ พ่อขับรถฝ่าฝนเพื่อมาฉลองวันเกิดครบ 15 ปีของวันวิษาข์ แต่ยังไม่ถึงบ้านก็เกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ถัดจากนั้น 1 ปีแม่ก็พาพ่อเลี้ยงเข้ามาในบ้าน เขาอายุ 40 ปี อายุน้อยกว่าแม่ 3 ปี แม่ให้เหตุผลกับวันวิษาข์ว่า เขาเป็นคนดี และแม่ก็เหงาเลยอยากมีเพื่อนที่รู้ใจเอาไว้คุยเล่น ก่อนตายพ่อได้ทิ้งกิจการบริษัทสำนักพิมพ์เอาไว้ให้ แต่ทันทีพ่อเสียชีวิตแม่ก็ขาย แม่บอกว่าไม่มีเวลาดูแล เพราะต้องทำงานตำแหน่งรองผู้จัดการสาขาธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนพ่อเลี้ยงเป็นเซลล์ขายสินค้าป้อนโรงงานอุตสาหกรรม แม้อายุ 40 ปี แต่ยังดูหนุ่มและพูดจามีมนุษย
        สัมพันธ์เป็นเลิศ พักหลังนี้เขามักกลับบ้านไม่ตรงเวลากับแม่ โดยอ้างเหตุผลว่าต้องออกขายสินค้าต่างจังหวัด ยิ่งกว่านั้นเขาพูดคุยกับวันวิษาข์และทำตัวสนิทสนมเกินควร คืนหนึ่ง แม่ไปสัมมนาต่างจังหวัด ประจวบเหมาะเป็นคืนฝนตก วันวิษาข์ลืมล็อกประตูห้องนอน ค่อนแจ้งเธอรู้สึกตัวพบพ่อเลี้ยงนอนเคียงข้าง แม้คืนนั้นเขาไม่ได้ทำลายเธอ แต่พ่อต่างสายเลือดสอนให้สาววัย 18 ปีรู้จักทุกสัดส่วนของเพศชายเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากนั้นพ่อเลี้ยงก็หาโอกาสทำอย่างเดิมบ่อยๆ วันวิษาข์รู้ภายหลังว่าเขาแอบเอากุญแจไปทำเป็นลูกสำรอง ถึงอย่างไรวันวิษาข์ขอผัดผ่อนกับเขาว่า รอให้เธอจบมัธยมปลายแล้วจะมอบร่างกายให้ ดูเหมือนพ่อเลี้ยงจะรักษาสัญญาเป็นอย่างดี โชคดีวันวิษาข์ยังไม่ทิ้งการเรียน ยังคงรักษาเกรดเฉลี่ยไว้ในระดับเดิม แต่อารมณ์แปลกแยกและสับสนในตัวเอง ทำให้เธอเริ่มเก็บตัวมากขึ้น ชอบเข้าห้องสมุดทำทีอ่านหนังสือ แต่ในหัวสมองมีเพียงภาพพ่อเลี้ยง ถึงอย่างไรก็ไม่มีครูหรือเพื่อนสังเกตเห็น คงเพราะตอนพ่อแท้ๆยังมีชีวิต วันวิษาข์มักสนิทกับท่านมากกว่าแม่ จนบัดนี้เธอก็ยังโหยหาความรู้สึกนั้น แต่สาวมัธยมปลายยังไร้เดียงสาเรื่องอารมณ์พรรค์นี้ จึงแสดงพฤติกรรมออกมาในทางที่ผิดเพี้ยนกับพ่อเลี้ยง ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งซ่อนเร้นอยู่ใต้พื้นผิวของจิตสำนึก คือวันวิษาข์นึกตำหนิแม่ที่พ่อเพิ่งตายก็เอาชายใหม่เข้ามาในบ้าน ความริษยาหวังเอาชนะแม่เริ่มก่อตัวขึ้น แต่เธอเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้ตลอดมา กระทั่งพ่อเลี้ยงแอบเข้าห้องของเธอ และสอนให้สาวมัธยมปลายเรียนรู้อารมณ์อีกด้านหนึ่ง ที่กระตุ้นให้เธอริษยาแม่เพิ่มมากขึ้น กระทั่งวันวิษาข์อยากเอาชนะผู้บังเกิดเกล้าด้วยการแย่งทุกอย่างของแม่ ไม่เว้นแม้แต่พ่อเลี้ยง ถึงอย่างไร การต่อสู้กันระหว่างปมอิจฉาแม่กับความผิดบาปด้านสังคม ยังคงสับสนอยู่ใต้พื้นผิวจิตสำนึกของวันวิษาข์ และบัดนี้เส้นตายที่เธอให้ไว้กับพ่อเลี้ยงใกล้เข้ามาทุกที ฝนยังโปรยปรายไม่มีทีท่าว่าจะขาดเม็ด วันวิษาข์ยกมือปิดปากหาวพร้อมขยับลุกจากเก้าอี้ ตั้งใจหลับพักผ่อนไว้พรุ่งนี้ค่อยตื่นแต่เช้า ก่อนมือเอื้อมปิดสวิทซ์ไฟ โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเตือนว่ามีสายเรียกเข้า “ถึงบ้านคุณอาแล้วหรือแม่ อาการท่านเป็นอย่างไรบ้างค่ะ” วันวิษาข์รับสาย เมื่อหน้าจอแสดงชื่อแม่ของเธอ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา เธอมองหน้าจอเห็นสายยังไม่หลุด ยิ่งไปกว่านั้นวันวิษาข์ได้ยินเสียงฝนตกดังมาตามสาย “แม่คะ ได้ยินไหมคะ” วันวิษาข์พูดย้ำ แต่ก็มีเพียงความเงียบตอบกลับมา แล้วอยู่ๆเครื่องดับพรึบเหมือนแบตเตอรี่หมดกะทันหัน วันวิษาข์ยิ่งประหลาดใจอีกทวีคูณ เมื่อนึกได้ว่าอันดับแรกเธอปิดมือถือก่อนทุกครั้ง หากอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน นับเป็นกฎข้อหนึ่งที่เธอปฏิบัติอย่างเคร่งครัด วันวิษาข์นึกสังหรณ์อะไรบางอย่าง จึงคิดจะเปิดเครื่องเพื่อต่อสายถึงแม่ แต่ได้ยินเสียงรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้าน วันวิษาข์เปิดประตูห้องนอนลงบันไดไปชั้นล่าง กะจะถามดูอาการป่วยของญาติพ่อเลี้ยง แต่เธอเห็นเพียงพ่อต่างสายเลือดยืนอยู่เพียงลำพังด้วยเสื้อผ้าเปียกโชก “แม่ละคะ ป๋า” วันวิษาข์ถาม “แม่ค้างที่บ้านอา คืนนี้คงไม่กลับ คือว่าอาอยู่ในช่วงดูใจ” วันวิษาข์สังหรณ์ใจบางอย่าง จึงหันหลังเดินขึ้นบันได “เดี๋ยวก่อนหนู เอาผ้าเช็ดตัวให้ป๋าหน่อย” วันวิษาข์ชะงักเท้า เดินไปเอาผ้าเช็ดตัวแขวนอยู่ที่ราวด้านหนึ่ง พอเดินกลับมาก็เห็นพ่อเลี้ยงเหลือแต่กางเกงในตัวเดียว สาวมัธยมปลายเบือนหน้าหนี ขณะยืนผ้าเช็ดตัวให้พ่อเลี้ยง “ยังไม่นอนอีกหรือ” พ่อเลี้ยงชวนคุย ขณะรับผ้าขนหนูพันท่อนล่าง “หนูอ่านหนังสืออยู่ค่ะ” “ป๋าช่วยติวให้ไหม” “พอดีหนูง่วง กะจะนอนอยู่แล้วค่ะ” “เอาน่า ดูต่ออีกนิดหน่อยแล้วค่อยนอน” “เมื่อกี้แม่โทร.มา แต่สายหลุดก่อน หนูกำลังจะต่อสายถึงท่านอยู่พอดี” “ว่าไงนะ เมื่อกี้นี่หรือ” พ่อเลี้ยงย้อนถาม น้ำเสียงตื่นกลัว “ใช่ค่ะ ช่วงที่ป๋าเลี้ยวรถเข้าบ้าน” “อย่าโกหกป๋าเลย” “ป๋ารู้ได้ไงว่าหนูโกหก” น้ำเสียงวันวิษาข์แข็งขึ้น “ก็แม่ของหนูจะไม่มีโอกาสหยิบโทรศัพท์อีกแล้วนะสิ” “คุณทำอะไรกับแม่ของฉัน” วันวิษาข์เปลี่ยนสรรพนาม ในใจเริ่มฉุกระแวง “ก็ทำให้เขาพ้นทางของเราสองคนนะสิ” “งั้นก็แสดงว่า…” “ใช่แล้ว ป๋ากุเรื่องทั้งหมด วางแผนอย่างแนบเนียน รับรองไม่มีใครรู้แน่นอน ต่อไปเราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข” “มึงฆ่าแม่กู ยังจะมาเอากูเป็นเมียอีก กูจะโทร.แจ้งตำรวจ” “ฟังป๋าก่อนสิหนู” พ่อเลี้ยงคว้ามือลูกต่างสายเลือด “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ไอ้ฆาตกร” วันวิษาข์สลัดข้อมือ แต่ไม่หลุด “ป๋าจะปล่อยแต่ขอป๋ากอดจูบให้ชื่นใจหน่อยนะ” พร้อมคำพูดชายวัย 40 ปี ดึงร่างสาวมัธยมปลายเข้ามากอด “ปล่อยเดี๋ยวนี้ ไอ้ใจสัตว์” วันวิษาข์ดิ้นสุดแรงเกิด “อย่าสะดีดสะดิ้งให้มันมากนักเลยน่า กูรู้มึงอยากซะจนน้ำลายหก” “ไม่ ไปให้พ้น” “อีเหึ้ย พูดดีไม่ชอบ มึงอยากให้กูใช้กำลังใช่ไหม” บึก! “โอ๊ย!” วันวิษาข์เปล่งเสียงได้คำเดียว หลังโดนหมัดตุ๊ยแถวลิ้นปี่ จากนั้นร่างเธอก็กองลงที่พื้น เรี่ยวแรงทั้งหมดสลายไปจากร่าง ไม่สามารถแม้แต่จะลืมตา รับรู้ได้เพียงว่าเสื้อผ้าของตนกำลังถูกถอด “แม่จ๋า ช่วยหนูด้วย” วันวิษาข์นึก มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน ก่อนเส้นประสาทสุดท้ายของสาววัย 18 ปีจะขาดผึง วันวิษาข์ฝืนเปลือกตาลืมขึ้นช้าๆ แต่ก็กระพริบปิดอย่างรวดเร็วเมื่อโดนแสงแยงจนเจ็บแสบ เธอพยายามหลายครั้งจนเอาชนะได้ในที่สุด สาววัย 18 ปียังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ สักครู่ความรู้เจ็บระบมก็วิ่งพล่านไปทั้งตัว แล้วเหตุการณ์เมื่อคืนก็ถาโถมสู่หัวคิด วันวิษาข์พยายามขยับร่าง แต่รู้สึกเหมือนถูกแผ่นเหล็กทับ รับรู้ได้เพียงว่าเธอกำลังนอนอยู่บนเตียงที่ไม่คุ้นเคย เช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมในห้องนี้ “รู้สึกตัวแล้วหรือคะ คุณษาข์” เสียงดังจากข้างเตียงด้านหนึ่ง “อย่าเพิ่งขยับตัวนะคะ เดี๋ยวป้าจะออกไปเรียกพยาบาล” เวลาผ่านไปกว่าสามสิบนาที กระทั่งหมอที่เข้ามาตรวจอาการดินออกจากห้อง บัดนี้เหลือเพียงวันวิษาข์กับป้าคนใช้สองต่อสอง แกเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกสาวเจ้านายฟังว่า แกได้รับโทรศัพท์จากคุณผู้หญิงให้ไปช่วยวันวิษาข์ที่กำลังตกอยู่ในอันตราย แล้วสายก็ตัดไป แกพยายามติดต่อกลับถึงคุณผู้หญิง แต่โทร.ไม่ติด แม้จะโทร.เข้าเบอร์บ้านก็ไม่ได้ รู้ภายหลังว่าพ่อเลี้ยงโฉดตัดสายก่อนหน้านั้น ก่อนจะลวงคุณผู้หญิงออกจากบ้านไปฆ่าที่ถนนเปลี่ยวแห่งหนึ่ง พอดีแกคุ้นเคยกับยามคนหนึ่งที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้าน เพราะเป็นคนอีสานพลัดถิ่นเหมือนกัน โชคดียามคนนั้นเข้าเวรกลางคืน จึงรับปากจะไปสอบถามดูตามอำนาจหน้าที่ พอยามเข้าไปในตัวบ้าน เห็นพ่อเลี้ยงชาติชั่วตาเหลือก ลำคอเขียวช้ำนอนอยู่ข้างวันวิษาข์ แล้วยามผู้เป็นผลเมืองดีก็จัดการนำเธอส่งโรงพยาบาล โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านอีกทอดหนึ่ง โชคดีวันวิษาข์ปลอดภัย แต่เคราะห์ร้ายที่ต้องสูญเสียแม่อย่างไม่มีวันกลับ