ผีหลังม่าน!
ป้าแอร์" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกที่โรงแรมนาริตะ
เรื่องราวพวกนางฟ้า...โอ๊ย! แอร์โฮสเตสอย่างดิฉันนี่มีมากมายจริงๆ ค่ะ นั่งเล่านอนเล่ากันไป 3 วัน 3 คืนยังไม่อยากจะจบ มีตั้งแต่เรื่องสนุกสนาน ขำกลิ้ง จนถึงโศกเศร้าเคล้าน้ำตา โดยเฉพาะเรื่องความเหน็ดเหนื่อยสาหัส...เหนื่อยจนอยากตายซะให้รู้แล้วรู้แร่ดไปเลย
ยิ่งแอร์กี่...ว้าย! แอร์เก่าอย่างเดี๊ยน...เอ๊ย! ดิฉันน่ะ ประสบการณ์รับใช้ หรือให้บริการแบบที่สูงๆ คือ "เดินบนฟ้า" นี่เอากระบุงหลายๆ ใบยังโกยไม่ไหวเลยค่ะ ขอบอก!
ตั้งแต่เริ่มงานปีสองปีแรกน่ะ ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะผิดบ้างพลั้งไปก็ถือว่าเด็กใหม่ พวกรุ่นพี่มักโหสิให้ แม้ว่าจะถึงตอนค้างคืนต่างแดนต้องนอนห้องละ 2 คน ตามนโยบายประหยัดของบริษัท เรายิ่งชอบซะอีกค่ะ ไม่ต้องกลัวผีหลอก อย่างน้อยก็อุ่นอกอุ่นใจที่มีเพื่อนสังกัดบริษัทตาแหกอยู่ร่วมกันไงคะ
คิดดูก็แปลก เพราะถ้าผีมันจะหลอกน่ะ ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือต่อให้อยู่เป็นโขยงมันก็หลอกเอาจนได้...แต่อยู่กันสองคนก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียวล่ะค่ะ เผลอๆ มีข่าวว่าโรงแรมไหน? ห้องใด? ผีดุนักหนา พวกเรายังเข้าไปอัดกันแอ้ดๆ แทบจะนอนซ้อนกันห้องละ 5-6 คนก็มี อย่าทำล้อเล่นกับเรื่องขนหัวลุกไปเชียว คุณขา
พอเป็นรุ่นพี่แล้วก็ได้สิทธิ์อยู่คนเดียวสบายใจเฉิบ จะนอนอ้าขาผวาปีกหรือจะนุ่งชุดวันเกิดนอนก็ยังได้ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาเห็นของดีหรือของไม่ดีของเรา...แฮ่ะๆ
อ้าว? ที่บอกว่านอนชุดวันเกิดน่ะไม่ใช่พูดเล่นนะคะ เวลาที่บินคราวละหลายๆ ชั่วโมง เช่น ไปยุโรปหรืออเมริกาล้วนแต่สิบกว่าชั่วโมงทั้งนั้น...ตอนที่ถึงปลายทางน่ะยกมือไหว้ยิ้มหวาน...ขอบคุณค่ะที่ใช้บริการของเรา ทั้งๆ ที่ขาเกือบสั่น หนังตาก็ใกล้จะติดกันรอมร่อ เหนื่อยซะจนอยากไปเกิดใหม่...พอถึงโรงแรมน่ะแก้ผ้าได้ก็พุ่งพรวดขึ้นไปหลับเป็นตายเลย
ปัญหาสำคัญก็คือเรื่องต้องไปนอนโรงแรมผีสิงน่ะซีคะ! บรื๋อออ...
อย่าทำล้อเล่นกับผู้ไม่มีร่างกายไปเชียว! มาสะอื้นให้ฟังตอนดึกๆ ก็ขนหัวตั้งแล้ว ยิ่งถ้ามาปรากฏร่างกายอึ้ดทึ่ดให้เห็น เดี๋ยวหนูก็หัวใจล่มสลายหรือฉี่ราดได้ง่ายๆ นะคะคุณผีขา!
คืนไหนขวัญเสียมากๆ เพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์มาก่อน ต้องทำหน้าตายไปเคาะประตูขอนอนห้องเพื่อนก็เคยค่ะ แหม! เพื่อนมันดีใจเป็นได้ผัว...เอ๊ย! ได้แก้วเชียว เพราะกลัวผีเหมือนกันน่ะซีเจ้าคะ จะไปมีอะไรซะอีกล่ะ
คิดๆ แล้วเราจะเป็นรุ่นพี่ ต้องนอนขวัญผวาคนเดียวทำไมวะ? คิดแล้วยังงงๆ
เรื่องโรงแรมผีดุนี่มีเยอะค่ะ เล่ากันไม่หวาดไม่ไหว ยกเว้นแต่ที่เจอะเจอกับตัวเองก็ไปอย่าง เช่น ที่ปารีสเคยมีข่าวแอร์ถูกฆ่าสยอง...อ้อ! ขอสงสัยนิดเดียวนะคะ ว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะโดนยิง โดนแทง โดนรัดคอ หรือแม้แต่โดนทุบหัวตาย หนังสือพิมพ์กับทีวีจะบอกว่า "ถูกฆ่าสยอง" ทั้งนั้นเลย...
ฆ่าแบบไหนคะถึงจะไม่สยองน่ะ? หนู...เอ๊ย! ป้างี้งงงง!
สมัยก่อนโรงแรมที่เราพักอยู่นอกเมือง ใกล้ๆ กับแอร์พอร์ต จะไปจะมาสะดวกไปหมด แหม! ก็เหนื่อยเพราะงานหนัก ไหนจะผิดเวลาอีกล่ะ บ้านเขาเช้าแล้ว แต่เมืองไทยเพิ่งจะเที่ยง อะไรประมาณนี้ แต่ก็ต้องล่กๆ ตื่นเพราะมอร์นิ่งคอลมั่ง ติดนาฬิกาปลุกไปมั่ง...ขืนต้องถ่อเข้าตัวเมือง ต่อให้นั่งเมโทรก็เป็นชั่วโมงแล้วค่ะ
ที่จริงเรื่องผีโรงแรมนี้กระหึ่มมานานแล้ว เช่น มีใครมาอาบน้ำซู่ซ่าตอนดึกๆ มั่ง อยู่ๆ ตู้เย็นปิดเปิดเองปึงปัง สาวๆ ก็ขวัญกระเด้งไปน่ะซี หรือไม่ก็เห็นเงารางๆ มาเดินพาเหรดรอบห้องมั่ง...อยู่กันห้องละ 3-4 คนอุ่นใจที่สุด
ดิฉันคลาดแคล้วมานานโขตั้งแต่ในห้องพักท้ายเครื่องคืนนั้น...แต่ยามดวงซวยก็ไปเจอผีหลอกเข้าที่ญี่ปุ่นค่ะ!
ไฟลต์นั้นถึงโรงแรมตอนดึก เวลาเขาเร็วกว่าเรา 2 ช.ม. ยิ่งเพลียสุดๆ แถมง่วงเต็มฟัด พอลากกระเป๋าเข้าห้องก็จัดการปิดประตูเรียบร้อย ยกถุงเสื้อแขวน ว่าจะอาบน้ำแล้วเข้านอนเลย...แต่เหตุเกิดตอนจะแขวนถุงเสื้อนี่เอง
ตู้เสื้อผ้าที่นั่นแปลกเอาการ เพราะมีม่านไม้ไผ่กั้นอยู่ พอแหวกม่านก็เห็นผู้หญิงหน้าขาวซีดยืนอยู่หลังม่าน...ดิฉันอ้าปากค้าง นัยน์ตาคงแทบถลนละมั้ง? อือม์...อารามง่วงนอนนี่ทำให้ตาฝาดได้แฮะ! ขนาดเปิดไฟสว่างเห็นๆ นะเนี่ย เลยปิดม่านสูดลมหายใจแล้วเปิดใหม่อีกที
คุณพระช่วย! สาวหน้าขาวจั๊วะโดดเด่นอยู่ในกรอบผมยาวประบ่าดำสนิทก็พลันยิ้มแป้น นัยน์ตาแคบๆ จ้องเป๋ง...คราวนี้ไม่ใช่ตาฝาดแน่แล้ว...ผีน่ะซี! ดิฉันปิดม่าน เข่าอ่อน ขาสั่นทรุดลงนั่งพับเพียบ น้ำตาไหลพราก แต่ไปไหนไม่ไหว
ท่ามกลางความเงียบเชียบจนขนทุกเส้นลุกเกรียวกราวไปหมด ดิฉันหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง...คลานไปขึ้นเตียง น้ำตาไหลไม่หยุดพลางนึกแช่งด่าผีตนนั้นจนกระทั่งหลับผล็อยไป...เที่ยวไหนไปญี่ปุ่นอีกขอนอนกับเพื่อน ไม่ว่ารุ่นพี่รุ่นน้องไม่เกี่ยงหรอกค่ะ! บรื๋อออ...



